ตั้งครรภ์ต้องรู้! ท้องโตอย่างไรลูกสุขภาพดี

เรื่องของสุขภาพและโภชนาการของหญิงตั้งครรภ์เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดที่จะส่งผลกระทบต่อลูกน้อยที่จะเกิดเติบโตทั้งด้านสติปัญญาภายในและร่างกายภายนอกซึ่งน้อยไปก็ไม่ดี มากไปก็ไม่ดี เป็นการทำร้ายลูกในท้องและตัวคุณเองแบบคาดไม่ถึง เพราะลูกอาจมีน้ำหนักตัวมากเกินจนคลอดยาก ทารกกลายเป็นเบาหวาน โรคทางเมแทบอลิซึม

โดยการตั้งครรภ์การขึ้นของน้ำหนักแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรเกิน 12 – 15 กิโลกรัมตลอด 9 เดือน ซึ่งไตรมาสแรก น้ำหนักควรเพิ่ม 1 – 1.5 กิโลกรัม ไตรมาสที่สอง น้ำหนักควรเพิ่ม 4 – 5 กิโลกรัม ไตรมาสที่สาม น้ำหนักควรเพิ่ม 5 – 6 กิโลกรัม

เช้าหนึ่งมื้อ แบ่งย่อยอาหารให้ครบ 5 หมู่ต่อวัน

โดยเฉพาะมื้อเช้าที่มีผลต่อเพราะการทานอาหารเช้าจะทำให้ระดับน้ำตาลกลูโคสในร่างกายอยู่ในระดับปกติ การงดรับประทานอาหารเช้าจะทำให้ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดต่ำ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสมองเนื่องจากสมองต้องการกลูโคสไปหล่อเลี้ยงตลอดเวลา นอกจากนี้้การรับประทานอาหารเช้าจะช่วยในเรื่องป้องกันการเกิดโรคเบาหวานและช่วยให้ประโยชน์ทางด้านระบบประสาทและระบบสมอง สุขภาพจิตดีร่างกายก็ดีไม่ก่อโรคนั้นเอง

ส่วนมื้ออื่นๆ ในช่วงบ่ายหรือเย็นแบ่งเป็นมื้อย่อยและเลือกรับประทานอาหารให้ครบถ้วนสารอาหาร 5 หมู่ งดแป้งที่ขัดสีเปลี่ยนเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ธัญพืช ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีต งดอาหารมันน้ำกะทิ อาหารทอด เพราะทารกในครรภ์กำลังเจริญเติบโต การลดปริมาณอาหารมากเกินไปจะทำให้การเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ช้าลง
ผักผลไม้เทพีคู่ครรภ์
เป็นสารอาหารที่มีความสำคัญต่อร่างกายอย่างมาก เนื่องจากมีบทบาทต่อกระบวนการย่อยอาหารช่วยนำสารอาหารจำพวกโปรตีน คาร์โบไฮเดรตและไขมันไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายได้ อาทิ สร้างเนื้อเยื่อและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ตลอดจนช่วยปรับกลไกต่าง ๆ ภายในร่างกายให้ทนต่อสภาพแวดล้อมและโรคต่าง ๆ

คุณแม่จึงไม่ควรขาดวิตามินร่างกายเพราะจะส่งผลระบบการทำงานและสุขภาพร่างกายถึงขั้นเจ็บป่วย ทว่าข้อควรระวังควรหลีกเลี่ยงผลไม้รสหวานและควรรับประทานให้หลากหลายชนิดเพื่อให้ได้ใยอาหารควรถ้วนและช่วยในการดูดซึม เช่น กล้วย เงาะ มังคุด มะละกอ สับปะรด ส้มเขียวหวาน หรือ ผักกระเฉด ผักบุ้ง ผักตำลึง ผักโขม ร่างกายต้องการอยู่มาก แล้วยังช่วยเรื่องในเรื่องการขับถ่ายได้เป็นอย่างดี

แคลเซียมเสริมแกร่งวันละไม่ต่ำกว่า 4 แก้ว
เพราะโดยทั่วไปคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ต้องการแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายประมาณวันละ 1000 มิลลิกรัมเพื่อจะได้สามารถมีแคลเซียมมากเพียงพอที่จะส่งถึงลูกน้อยในเรื่องการสร้างเสริมพัฒนาการของลูกน้อย เพื่อให้เพียงพอต่อการรักษามวลกระดูกในร่างกายของคุณแม่ หากว่าได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอร่างกายจะดึงเอาแคลเซียมจากกระดูกของคุณแม่เองไปบำรุงหล่อเลี้ยงทารก ส่งผลให้เกิดปัญหาภาระกระดูกพรุนในวัยสูงขึ้น

ดังนั้นการจึงควรรับประทานนมให้ครบถึงจึงสร้างประโยชน์ทั้งคุณแม่และคุณลูก ทว่าควรเลือกประเภทเนื่องจากนมที่มีพลังงานมากแต่ไข่มันต่ำที่ทำให้ได้รับไขมันส่วนเกิน เช่น นมวัวชนิดจืด นมแพะ นมถั่วเหลือง ชนิดจืดเช่นเดียวกัน

ขอบคุณข่าวที่มีประโยชน์ และติดตามข่าวฉบับเต็มได้ที่ ผู้จัดการออนไลน์